กองบรรณาธิการ

“อาชีพหลักของบ้านศาลเจ้า ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง คือ ชาวสวนทุเรียนย้อนหลังไปก่อนที่จะมีโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาในปี 2550 ความยากลำบากจากปัญหา “ขาดแคลนน้ำ” ทำให้เราไม่สามารถควบคุมทิศทางหรือกำหนดระยะเวลาการออกผลผลิตได้เลย ต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมตามธรรมชาติ จนกระทั่งเราเข้าร่วมโครงการนี้ซึ่งริเริ่มโดย SCGC และภาคีเครือข่าย ปัจจุบันเรามีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดทั้งปีสำหรับเกษตรกร รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนขยับขึ้นอย่างชัดเจนอีกทั้งเกิดระบบบริหารจัดการน้ำประปาที่มั่นคง ซึ่งสร้างรายได้เข้าหมู่บ้านแต่ละเดือนประมาณ 20,000 บาท บนเส้นทางความสำเร็จดังกล่าว หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ “ข้อมูล” ทั้งที่บันทึกโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลชุมชน ซึ่งจะถูกวิเคราะห์ออกมาเป็นเข็มทิศยกระดับสู่เกษตรแม่นยำ”

นายสงกรานต์ พงษ์มี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 11 ต.ตะพง อ.เมืองระยอง จ.ระยองกล่าวว่า ในอดีตชาวบ้านหมู่ 11 (บ้านศาลเจ้า) แม้จะมีผืนดินเรือกสวนไร่นาจำนวนมาก แต่ต้องเผชิญความยากลำบากจากปัญหา “ขาดแคลนน้ำ” สำหรับการทำการเกษตร รวมไปถึงน้ำประปา ทุกครัวเรือนจำเป็นต้องจ่ายเงินซื้อน้ำประปาและขนส่งเข้ามาจากนอกพื้นที่ ดังนั้นในปี 2550 เมื่อได้ยินว่าบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือSCGC เชิญชวนชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของชาวบ้านในพื้นที่ จึงตัดสินใจเข้ามารับฟังโครงการและเข้าร่วมทันที
“เห็นถึงรูปแบบการเข้าหาชุมชนของบริษัท ที่มุ่งเน้นการให้ความรู้แก่ชาวบ้านเพื่อให้สามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดด้วยตัวเองได้ ซึ่งตรงกับแนวทางของเราที่อยากถูกสอนให้รู้จักวิธีการหาปลาด้วยตัวเอง เพราะเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนที่จะทำให้เราพึ่งพาตัวเองได้ และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาชุมชนและหมู่บ้าน”
จากฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่าหลังดำเนินโครงการช่วง 5 ปีแรก จัดสร้างฝายชะลอน้ำโดยรอบเขายายดาครบ 5,000 ฝาย ในปี 2555 ก็เริ่มเห็นการฟื้นตัวของป่ารวมถึงอ่างเก็บน้ำห้วยหินดาด แหล่งน้ำสำคัญสำหรับการเกษตรในพื้นที่ครอบคลุม6 ตำบลที่เคยแห้งขอดในฤดูแล้ง เริ่มมี “น้ำ” ที่เป็น “ต้นทุน” ของชุมชนกลับคืนมาโครงการนี้จึงเดินหน้าสร้างฝายเพิ่มอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 7,800 ฝาย ควบคู่กับการตรวจซ่อมบำรุงด้วยการทำงานร่วมกับคนในชุมชน

สำหรับการทำงานร่วมกันในโครงการนี้ทาง SCGC จะทำหน้าที่เสมือนผู้ร่วมคิดและผู้สนับสนุน คือช่วยออกแนวคิดและโครงร่าง จากนั้นให้ชุมชนนำไปลงมือปฏิบัติและบริหารจัดการด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
เขาย้ำด้วยว่า “น้ำ” คือหัวใจหลักที่แท้จริงสำหรับเกษตรกรที่นี่ โดยยกตัวอย่าง ต้นทุเรียนกำลังติดลูกโตและเหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วหากเกิดวิกฤตขาดน้ำในช่วงนั้น ต้นทุเรียนจะเริ่มสลัดทิ้งใบจนหมดเพื่อรักษาชีวิตของลูกไว้ แต่หากน้ำแห้งแล้งยาวนานเกินไปจนต้นทุเรียนทนไม่ไหว ทั้งผลทุเรียนและต้นทุเรียนก็จะยืนต้นแห้งตายไปพร้อมๆ กันโดยที่ชาวบ้านยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวเลย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการทำสวนผลไม้คือ “การคำนวณสัดส่วนแหล่งน้ำให้สมดุลกับพื้นที่ปลูก” และนี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา ให้ความสำคัญกับการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำให้มีจำนวนมากเข้าไว้เพื่อช่วยกักเก็บและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ยาวนานที่สุด ควบคู่กับการซ่อมบำรุงอย่างต่อเนื่อง
“เริ่มแรกที่มีโครงการนี้ ผมยังไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่เมื่อเข้าร่วมประชุมและเห็นว่าผลประโยชน์ที่ได้รับจะเป็นของส่วนรวมและได้ร่วมกันทั้งหมู่เหล่าอย่างแท้จริง ผมและทีมงานจึงเข้าไปช่วยกันสร้างความเข้าใจให้คนในหมู่บ้านเห็นประโยชน์ในระยะยาวร่วมกัน เรื่องนี้ต้องอาศัย“ใจ” เราต้องให้ใจกับชาวบ้านก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยเข้าไปพูดคุยอธิบายให้เขาเข้าใจว่าโครงการที่ทางบริษัทเสนอมานั้นดีต่อส่วนรวมอย่างไร”
• การจัดการน้ำของชุมชนที่ขับเคลื่อนด้วย “ข้อมูล”
ผู้ใหญ่สงกรานต์ กล่าวว่า เรื่องการเก็บข้อมูลและสถิติต่างๆ นั้น ทางหน่วยวิจัยของกรมป่าไม้ จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาจัดเก็บข้อมูลเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยเน้นข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำ สภาพดิน และความชื้นในพื้นที่ป่าไม้ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลเปรียบเทียบในเรื่องการชะล้างพังทลายของหน้าดินระหว่างพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์และไม่มีการทำลาย กับพื้นที่ที่ถูกบุกรุกทำลายว่าเมื่อมีฝนตกลงมาแล้ว หน้าดินจะสูญหายต่างกันอย่างไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ในแต่ละปี

“ประโยชน์โดยตรงที่ชาวบ้านได้รับคือ ดร.พงษ์ศักดิ์ (วิทวัสชุติกุล) อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านป่าต้นน้ำ ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในฐานะที่ปรึกษาโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำของ SCGC ได้นำความรู้เหล่านั้นมาอบรมสอนวิธีการเก็บข้อมูลน้ำให้กับชาวบ้าน เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการคำนวณและวางแผนดูแลสวนผลไม้ของตนเอง เช่น สอนให้รู้ว่าหากฝนตกปริมาณเท่านี้ ควรรดน้ำเพิ่มหรือไม่ หรือหากฝนตกหนักปริมาณเท่านั้น คิดคำนวณเป็นปริมาณน้ำต่อตารางเมตรแล้วเทียบเท่ากับน้ำกี่ลิตร เพื่อนำมาปรับสัดส่วนการให้น้ำแก่ต้นไม้ได้อย่างแม่นยำ อย่างเช่นต้นทุเรียนในแต่ละวันจะต้องการปริมาณน้ำในจำนวนลิตรที่เฉพาะเจาะจง การเก็บสถิติทำให้การรดน้ำและการดูแลสวนของเกษตรกรมีความแม่นยำตามหลักวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น”
ขณะเดียวกัน เกษตรกรในพื้นที่ ก็มีการเก็บข้อมูลและจดบันทึกสถิติในสวนอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับการจัดการสวนผลไม้อย่างถูกวิธีและเป็นระบบ ภายในกรอบแนวคิดที่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่า “ก่อนที่ผลผลิตของเราจะไปถึงมือผู้บริโภคอย่างมีมูลค่าสูงนั้น กระบวนการจัดการต้นทางในสวนของเราต้องดีและได้มาตรฐานเสียก่อน” นับเป็นการสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการรับมืออย่างยั่งยืนต่อวิกฤติปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

“ยุคสมัยนี้เราจะทำการเกษตรแบบดั้งเดิมตามรอยปู่ย่าตายาย โดยไม่พึ่งพาข้อมูลไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อนำทาง ซึ่งในการจัดอบรมเรียนรู้นี้ ดร.พงษ์ศักดิ์ ที่ปรึกษาโครงการ ได้เข้ามาจัดกระบวนการสอนให้เราเรียนรู้กันเป็นกลุ่มๆ จนจบหลักสูตร และสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์วัดค่าต่างๆ ให้แก่ชุมชนเพื่อใช้ในการทำงานจริง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งมาจากทาง SCGC ด้วย”
ปัจจุบัน ทุเรียน เป็นผลผลิตหลักของหมู่บ้านนี้ ส่วนผลผลิตอันดับ 2 ที่กำลังเติบโตและสร้างรายได้ได้ดีมากให้กับเกษตรกร จ.ระยอง ก็คือ “มะปรางหวาน” ซึ่งมีข้อได้เปรียบพิเศษคือ “สามารถออกสู่ตลาดได้ก่อนพื้นที่อื่น“และแม้ว่าโดยทั่วไปจะไม่ต้องการน้ำในปริมาณมากเหมือนไม้ผลชนิดอื่น แต่ระบบน้ำที่ดีจะเข้ามาช่วยเป็น“ส่วนเสริม” เมื่อใส่ปุ๋ยบำรุงแล้วรดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะเฉพาะในช่วงที่กำลังติดผลผลิต ต้นมะปรางก็จะสามารถดูดซึมสารอาหารได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ผลโตเร็วและมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด องค์ความรู้นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชุมชนได้เรียนรู้
• ขยายผลสู่การสร้างระบบประปามั่นคงของหมู่บ้าน

ผู้ใหญ่สงกรานต์ กล่าวว่า อีกความสุขและความภาคภูมิใจของบ้านศาลเจ้า ก็คือจากที่เคยต้อง “ซื้อน้ำ” เข้ามาใช้ในการอุปโภค–บริโภค แต่หลังจากโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา เดินหน้าได้ 5 ปี หมู่ 11 ก็สามารถมี “ระบบประปา” ของตัวเอง มีระบบบริหารจัดการน้ำประปาที่มั่นคง อีกทั้งสร้างรายได้เข้าหมู่บ้านได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท แม้แต่ทาง อบต. ก็บอกว่าจนถึงตอนนี้ยังหาชุมชนที่ทำระบบประปาได้ดีกว่าที่หมู่บ้านเราไม่ได้เลย
“ระบบประปาของหมู่บ้านเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2552 แต่ตอนที่ผมเริ่มเข้าไปช่วยบริหารจัดการคือปี 2555 โดยเริ่มจากศูนย์และติดหนี้ร้านวัสดุก่อสร้างอยู่เกือบ 20,000 บาท เพื่อยืมอุปกรณ์มาปรับปรุงระบบให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้ เราใช้เวลาประมาณ 3 เดือนก็สามารถเคลียร์หนี้สินนั้นได้หมด จากแต่ก่อนที่ชาวบ้านต้องคอยควักเงินซื้อน้ำกินน้ำใช้กันเอง ตอนนี้เราคิดค่าน้ำประปาในอัตราที่ถูกมากเพียงยูนิตละ 7 บาท”
“สมัยก่อนชาวบ้านต้องจัดหาซื้อน้ำใช้เองอย่างยากลำบาก ต่อมาจึงทำโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำดอกกราย อ.ปลวกแดง ลงมาสู่ฝายในคลองท่ากระสาว ใน อ.เมืองระยอง แล้วผันน้ำจากคลองท่ากระสาว ขึ้นมากักเก็บไว้ในอ่างพักของหมู่บ้าน ดังนั้นความสำเร็จของการมีระบบประปาหมู่บ้าน ที่มีน้ำพร้อมใช้ตลอดปี จากความอุดมสมบูรณ์ของอ่างเก็บน้ำห้วยหินดาด ที่เป็นจุดรับน้ำจากป่าต้นน้ำเขายายดา และเป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำคัญ สำหรับเกษตรกรแล้วทำให้รู้สึกอบอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้นในการทำสวน เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำไม่พอใช้อีกต่อไป”

สำหรับระยะทางจากระบบประปาด้านบนลงมาที่อ่างเก็บน้ำประมาณ 2.5 กิโลเมตรและจากอ่างเก็บน้ำลงมายังพื้นระดับถนน อีกประมาณ 2.5 กิโลเมตร ด้วยระดับความต่างของความสูงนี้ ทำให้มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ สามารถปล่อยน้ำให้ไหลลงมาตามแรงโน้มถ่วงธรรมชาติได้เลย โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือใช้ระบบปั๊มน้ำไฟฟ้าในการจ่ายน้ำ ช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานไปได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ SCGC ยังเข้ามาสนับสนุนเรื่องการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพิ่มเติม เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาด้วย ในช่วงที่มีแสงแดด ก็จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการเดินระบบ เมื่อไม่มีแดดก็สลับไปใช้ไฟฟ้าปกติ ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายขึ้นไปอีกขั้น
• สร้างความมั่นคงน้ำ-เพิ่มพลังชุมชน

ปัจจุบันในหมู่ 11 มีประชากรอยู่เกือบ 400 คน นอกเหนือจากชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยหินดาด ในการทำการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านยังมีรายได้เสริมทั้งจากการกรีดยาง ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เขายายดาที่โครงการนี้ช่วยฟื้นฟูสภาพจากป่าเสื่อมโทรม และการสร้าง–ซ่อมบำรุงฝายชะลอน้ำ ซึ่งโดยเฉลี่ยฝายแต่ละแห่งต้องทำการซ่อมบำรุงทุก 2 ปี เนื่องจากทั้ง 7,800 ฝายในพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดา สร้างจากวัสดุ, อิฐ, ดินตามธรรมชาติเพื่อรักษาระบบนิเวศ
“นอกจากประโยชน์ในด้านการจ้างงานและรายได้เสริม สิ่งที่เราได้รับอย่างชัดเจนที่สุดคือ “ความสามัคคี” ของคนในหมู่บ้าน หากไม่มีโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเป็นศูนย์รวม เราก็คงไม่สามารถดึงผู้คนออกมารวมตัวกันได้มากมายขนาดนี้ และจะไม่รู้เลยว่ามีผู้พร้อมร่วมมือกับเรามากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อมีโครงการนี้เกิดขึ้น ชาวบ้านต่างก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้เวลามีการพัฒนาส่วนรวมของหมู่บ้าน ทุกคนก็พร้อมใจกันออกมาช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ จนตอนนี้ผมกล้าการันตีเลยว่า ในบรรดา16 หมู่บ้านของตำบลตะพง หมู่ 11 ของเรามีคนออกมาร่วมพัฒนาหมู่บ้านเป็นจำนวนมากที่สุด”

ขณะเดียวกัน จากการที่ป่าไม้ อนุญาตให้ชาวบ้านเข้ามาทำกินจากป่ายางพาราในพื้นที่เขายายดา ด้วยอาชีพกรีดยาง ในฐานะของผู้ใหญ่บ้านก็จะย้ำกับลูกบ้านว่า ให้ช่วยกันดูแลผืนดินทำกินนี้ และห้ามใช้ยาฆ่าหญ้าหรือสารเคมีฉีดพ่นเด็ดขาด เพราะนั่นเป็นการทำลายและถือเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี และเกิดจิตสาธารณะร่วมกันในเรื่องการเฝ้าระวังไฟป่าอีกด้วย
• ปักหมุด “บ้านศาลเจ้า” แหล่งปลูกกาแฟแห่งใหม่
ผู้ใหญ่สงกรานต์ กล่าวว่า ล่าสุดกำลังวางโครงการอยากให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกัน โดยจะนำ “พันธุ์กาแฟ” มาแจกจ่ายให้ปลูกแซมในสวนยางพาราเนื่องจากต้นยางพาราในพื้นที่ป่าไม้ ไม่สามารถโค่นได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากนำพืชเศรษฐกิจประเภทกาแฟไปปลูกเสริม ก็จะช่วยสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงให้กับชาวบ้านได้อีกทางหนึ่ง ที่ผ่านมาเริ่มหารือความเป็นไปได้กับทาง SCGC และที่ปรึกษาโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำแห่งนี้แล้ว และได้รับคำแนะนำให้ปลูกกาแฟเป็นพืชแซมหรือพืชเสริม
“เมื่อก่อนผมเคยทำโครงการร่วมกับ SCGC โดยนำกาแฟไปปลูกแซมในสวนทุเรียนซึ่งให้ผลผลิตที่ดีและตอบโจทย์ได้ดีมาก เพียงแต่กาแฟกับทุเรียนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว แต่หากนำมาปลูกแซมในป่ายาง มันสามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี”
ขั้นตอนต่อไป ทางชุมชนเตรียมจัดทำโครงการขอการสนับสนุนงบประมาณจากSCGC เพื่อจัดหาต้นกล้าพันธุ์กาแฟมาให้ชาวบ้าน ตลอดจนเรื่ององค์ความรู้ และการจัดสรรวิทยากรเฉพาะทางมาให้คำแนะนำแก่ชาวบ้านว่าควรจะปลูกและดูแลอย่างไรให้ได้ผลผลิตดีที่สุด นอกจากเครือข่ายของ SCGC เราก็ยังมีกรมส่งเสริมการเกษตรที่เข้ามาเชื่อมโยงและสนับสนุนการทำงานร่วมกับหมู่บ้านอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว
ผู้ใหญ่สงกรานต์ กล่าวปิดท้ายว่า “อานิสงส์ที่เราได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนี้ เป็นเพราะหมู่บ้านเราตั้งอยู่ติดกับเขตภูเขาและแนวป่าไม้ที่เป็นต้นน้ำของฝายชะลอน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเรา ผมคิดว่าแนวพระราชดำริของในหลวงท่านเรื่องป่าไม้และแหล่งน้ำนั้นยอดเยี่ยมและชาญฉลาดมาก หากชาวบ้านร่วมกันเดินตามรอยศาสตร์พระราชาของท่าน จะไม่มีทางอดตายอย่างแน่นอน”
#SCGC #ข้านศาลเจ้า #ESGGlobalBiz
