บราเดอร์ สานต่อภารกิจฟื้นฟูป่าชายเลนปีที่ 18 เชื่อมโยงระบบนิเวศ ผู้คน และชุมชน “เติบโตอย่างยั่งยืน” ไปด้วยกัน

ESG Global

“ต้นไม้ 1 ต้นสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 48 ปอนด์ต่อปีขณะเดียวกันก็ปล่อยก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง 260 ปอนด์ต่อปี และเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาถึงปีที่ 18 แล้วที่บริษัท บริษัท บราเดอร์คอมเมอร์เชี่ยล(ประเทศไทย) จำกัด สานต่อโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ล่าสุดชวนผู้บริหาร พนักงาน พันธมิตรธุรกิจ สื่อมวลชน และชุมชน ไปร่วมกันปลูกต้นโกงกางที่ป่าชายเลน ต.คลองโคน จ.สมุทรสงคราม เพิ่มอีก 500 ต้น ส่งผลให้มีจำนวนต้นไม้ทั้งที่ปลูกล่าสุดและเติบโตแล้วในพื้นที่โครงการแห่งนี้ รวมไม่ต่ำกว่า 2,100 ต้นบทบาทของโครงการได้ขยายความหมายของการปลูกป่าจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียว สู่การสร้างพื้นที่ที่ธรรมชาติ ระบบนิเวศ ผู้คน และชุมชนสามารถเติบโตไปด้วยกันพร้อมต่อยอดแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กร”

นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์โลกด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เห็นได้ชัดเจนว่าธรรมชาติกำลังเสื่อมโทรมลง หลายพื้นที่ทั่วโลกเผชิญภัยพิบัติจากธรรมชาติรุนแรงขึ้น และแม้การร่วมกันปลูกป่าชายเลนอาจเป็นจุดเล็กๆ ที่ไม่สามารถป้องกันภัยธรรมชาติได้ 100% แต่ก็เป็นการลงมือทำเพื่อช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่ง และสร้างแหล่งอนุบาลให้สัตว์น้ำได้เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ต่อไป

นายพรภัค อุไพศิลป์สถาพร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท บราเดอร์คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึงโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนของ Brother ว่า เกิดจากผู้ริเริ่มที่เล็งเห็นว่าในอดีต ป่าชายเลนในประเทศไทยถูกทำลายไปมากกว่า 50% จึงมองความสำคัญของการฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ช่วยปกป้องแนวชายฝั่ง เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อเปลี่ยนเป็นออกซิเจน

“ความสำเร็จของโครงการนี้ กล่าวได้ว่าส่วนหนี่งมาจากการลองผิดลองถูกของทีมคนทำงาน เพราะช่วงแรกเราเน้นการปลูกปริมาณมากถึงครั้งละ2,000 ต้น แต่พบว่าอัตราการรอดเหลือไม่ถึง 5% เนื่องจากประสบปัญหาภัยธรรมชาติและมรสุม ดังนั้นช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จึงปรับกลยุทธ์โดยเน้นอัตราการอยู่รอด (Survival Rate) ปรับลดการปลูกเหลือปีละ 500 ต้น ซึ่งจากการทำงานร่วมกับเจ้าของพื้นที่ (คุณดิว – ปภัสร์พงษ์ รัตนพงศ์ธระ ผู้ดูแลศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคลน) พบว่ามีอัตราการรอดสูงกว่า 80% ทุกปี โดยจากการปลูก 2,000 ต้นใน 4 ครั้งหลัง อัตรารอดมากกว่า1,600 ต้น”

สำหรับการเข้ามาสนับสนุนโครงการฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนในพื้นที่ต.คลองโคนจ.สมุทรสงคราม ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 จากก่อนหน้านี้เคยไปปลูกในพื้นที่อื่น แต่ประสบปัญหาขาดคนดูแลในท้องถิ่น ทำให้ถูกคลื่นลมพังเสียหาย เหลือรอดไม่ถึง 5% จึงเปลี่ยนมาทำร่วมกับชุมชนคลองโคน ซึ่งมีความเข้มแข็งของเครือข่ายระดับชุมชน โดย Brother สนับสนุนงบประมาณและจ้างชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาดูแลป่าเดือนละครั้ง

ด้านผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน (Community Impact) การฟื้นฟูป่าชายเลนช่วยสร้างระบบนิเวศ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ โดยบริเวณนี้มีการทำฟาร์มหอยแครง ซึ่งเป็นหนึ่งในรายได้สำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ ช่วยให้ชาวบ้านมีพื้นที่ทำมาหากินเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ ในทุกครั้งที่จัดกิจกรรม Brother ยังช่วยอุดหนุนอาหารและสินค้าจากชุมชน

“การวัดผลความสำเร็จโครงการ เราประเมินผลเชิงบวกจากการคำนวณปริมาณการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ การผลิตออกซิเจน และการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งรวมถึงการขยายกิจกรรม CSR ไปยังโรงเรียนในชุมชน เช่น โรงเรียนวัดคลองโคนโดยในปีที่ผ่านมาได้ช่วยสนับสนุนการทำห้องครัวใหม่ให้สะอาดถูกสุขอนามัย โดยเราตั้งใจจะดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือชุมชนอย่างต่อเนื่อง”

• ทะลุกรอบ CSR สู่พื้นที่สร้างประสบการณ์ร่วมกัน

นอกจากนี้ การเดินทางมาถึงโครงการครั้งที่ 18 ยังสะท้อนความต่อเนื่องของบราเดอร์ในการทำงานกับพื้นที่ป่าชายเลน และทำให้โครงการนี้มีความหมายมากกว่ากิจกรรม CSR รายปี เพราะได้กลายเป็นพื้นที่ที่องค์กรสามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านประสบการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บราเดอร์ ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงมิติสิ่งแวดล้อมเข้ากับ“Local Community” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญขององค์กร การสร้างความยั่งยืนในมุมของบราเดอร์ จึงครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนมีส่วนร่วม และการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนที่อยู่รอบพื้นที่

“ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน สิ่งที่เติบโตขึ้นพร้อมกับต้นไม้คือความเข้าใจที่ว่า ความยั่งยืนเกิดจากความสัมพันธ์ของหลายชีวิตที่พึ่งพากัน ทั้งธรรมชาติ ชุมชน พนักงาน พันธมิตร และสังคม ปีนี้เราจึงสร้างสรรค์แนวคิดกิจกรรม ‘Grow with PRIDE’ ขึ้น เพื่อชวนทุกคนมองการเติบโตในความหมายที่กว้างขึ้น เป็นการเติบโตที่เคารพความหลากหลาย ฟื้นฟูระบบนิเวศ และส่งต่อคุณค่าที่ดีไปสู่คนรุ่นต่อไป” นายพรภัคกล่าว

แนวทางของโครงการยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในหลายมิติ ทั้ง SDG 3: Good Health and Well-being, SDG 13: Climate Action, SDG 14: Life Below Water, SDG 15: Life on Land และ SDG 17: Partnerships for the Goals ทำให้เรื่องของป่าชายเลนถูกมองในฐานะระบบนิเวศที่เชื่อมโยงทั้งสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพชีวิต และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนเข้าด้วยกัน

• คัดสายพันธุ์ไม้ที่ “หนุนเสริมระบบนิเวศ”

นายปภัสร์พงษ์ รัตนพงศ์ธระ (คุณดิว) ผู้ดูแลศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคลนบอกเล่าความประทับใจต่อบริษัท บราเดอร์ ว่า เป็นองค์กรที่ใส่ใจเรื่องป่าชายเลนอย่างจริงจัง มีการติดตามผลหลังการปลูก และสนับสนุนงบประมาณในการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นไม้ 1,500 ต้นที่ปลูกไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในพื้นที่อนุรักษ์ฯ แห่งนี้ มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 80% ซึ่งสภาพพื้นที่ปลูกจะเป็นดินโคลน(Mudflat) มีปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง โดยครั้งนี้เป็นการขยายพื้นที่ปลูกต่อจากพื้นที่เดิม

สำหรับการฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนของชาว ต.คลองโคน เลือกปลูก “ต้นโกงกางใบเล็ก” ซึ่งเป็นไม้เนื้อแก่นอายุยืน เป็นพันธุ์ไม้ที่มีรากค้ำยันลำต้นช่วยในการยึดเกาะหน้าดิน ป้องกันการกัดเซาะ และเป็นแหล่งวางไข่อันเป็นที่อนุบาลสัตว์น้ำ รวมถึง“รากอากาศ” ที่ทะลุดินเลนขึ้นมาเหนือผิวน้ำ จะช่วยฟอกอากาศ และคายออกซิเจนขณะที่ ส่วนบนสุดของลำต้นที่มีเป็นทรงพุ่ม ยังสามารถเป็นที่อยู่อาศัยของลิงและนกอพยพ

• Do & Don’t ปลูกยังไงให้อยู่รอด

คุณดิว ยังเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญว่า อัตราการรอดของต้นโกงกางที่ปลูก จำเป็นต้องมีขั้นตอนและวิธีปลูกที่ถูกต้องด้วย โดยอธิบายวิธีการ ดังต่อไปนี้

 1. ถอดถุงชำดำออกอย่างระมัดระวัง ไม่ให้รากเสียหาย

 2. ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามจับต้นไม้แล้วปักทิ่มลงในโคลนตรงๆ แบบปักธูปปักเทียนเด็ดขาด

 3. วิธีที่ถูกต้อง: ขุดหลุมข้างไม้หลัก (ใช้มือหรือใช้เท้าเหยียบโคลนลึกประมาณ 1 ข้อมือ หรือเท่าระดับตาตุ่ม) แล้ววางต้นกล้าลงในหลุมอย่างเบามือ ไม่กดหรือบีบราก

 4. ผูกเชือกยึดลำต้นติดกับไม้หลักค้ำยัน เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นกล้าลอยไปกับกระแสน้ำช่วงน้ำขึ้นน้ำลง

“เชือกจะช่วยยึดไว้ประมาณ 2–3 เดือนจนกว่ารากจะยึดเกาะดินได้เอง และจะประเมินผลการรอดชีวิตช่วง 6 เดือน ถึง 1 ปี (ดูจากการแตกใบอ่อน) โดยมีเจ้าหน้าที่และชาวบ้านคอยตรวจตรา ดูแลรักษา และปลูกซ่อมแซมต้นที่เสียหายเป็นประจำทุกเดือน”

ในวันที่โลกธุรกิจกำลังขยับจากคำถามว่าองค์กร “ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากเพียงใด” ไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่าองค์กร “มีส่วนช่วยให้ธรรมชาติกลับมาแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร” การปลูกต้นไม้หนึ่งต้นจึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำให้ต้นไม้นั้นเติบโตอยู่ในระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีชุมชนที่เห็นคุณค่า มีผู้คนเข้ามาดูแล และมีองค์กรที่พร้อมเดินหน้าต่อเนื่องในระยะยาว

#บราเดอร์ #ภารกิจฟื้นฟูป่าชายเลนปีที่18 #ESGGlobal

admin

admin